ความเสื่อม 7 ชนิด เมื่อปฏิบัติธรรม

1. หากมีศรัทธาน้อยแต่มีปัญญามาก #เธอจะเสื่อมเพราะคิดว่าตนเองเป็นครูบาอาจารย์
2. หากเธอมีลูกศิษย์มากแต่มีความทะนงตนสูง
เธอจะเสื่อมเพราะคิดว่าตนเองเป็นกัลยาณมิตร (อาจารย์)
3. หากเธอคิดว่าตนเองมีคุณสมบัติอันประเสริฐ แต่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมจากหัวใจจริง ๆ เธอจะเสื่อมเพราะคิดว่าตนเองเป็นผู้นำ
4. หากเธอมอบคำสอนทางวาจา แต่ไม่ได้ปฏิบัติด้วยตนเอง เธอจะเสื่อมเพราะเป็น “ผู้เชี่ยวชาญในธรรม” ที่ไม่รู้รสพระธรรม
5. หากเธอลุ่มหลงการพูดพล่ามที่ไร้ความหมายและขาดพระธรรมในจิตใจ เธอจะเสื่อมเพราะเป็นโยคีผู้หลอกลวงที่มีความปรารถนารุนแรง
6. หากเธอได้เรียนมาน้อยและไม่ได้รับคำสอนทางวาจา เธอจะเสื่อมเพราะเป็นปุถุชนธรรมดา แม้ว่าจะมีความศรัทธายิ่งใหญ่ก็ตาม
7. ผู้ปฏิบัติธรรมที่แท้จริงและปฏิบัติสอดคล้องกับพระสัทธรรม ควรจะช่วยให้จิตของตนหลุดพ้นด้วยปัญญา (คำว่า “being” ในภาษาอังกฤษนี้ น่าจะแปลจากคำภาษาทิเบตว่า “རྒྱུད།” ที่หมายถึง mindstream จึงแปลว่า “จิต” – ผู้แปล)

ฝึกจิตด้วยศรัทธา ขจัดมิจฉาทิฏฐิด้วยการฟังคำสอน ขจัดความกังวลทางสังคมโลก ประสานจิตเข้ากับพระธรรม ทำให้ปัญญาบริบูรณ์เต็มที่ด้วยการเรียนและการพิจารณา ขจัดความสงสัยในใจด้วยการรับคำสอนทางวาจา และมั่นคงแน่วแน่อย่างที่สุดด้วย(สัมมา)ทิฏฐิและการปฏิบัติสมาธิ แต่ข้อนั้นทำได้ยากความเสื่อม 7 ชนิด เมื่อปฏิบัติธรรม
คุรุปัทมสัมภวะ คุรุผู้ยิ่งใหญ่แห่งอุฑฑิยาน

 

๛ครูปุ๊ยแม่ครูน้อย๛
ครูผู้เชื่อมโยงสนามพลังงานเข้าสู่
มิติที่ห้าได้จริง มากกว่า 160 ชีวิต
(ห้องเรียนเข้าสู่ปีที่ 3)
ครูสอนให้ผู้คนรู้วิธีที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญ
ในจิตใจและเข้าถึงจิตวิญญาณ
#ครูผู้เชื่อมโยงสนามพลังงานเข้าสู่มิติที่ 5
#ครูผู้ถ่ายทอดมิติทางจิตและวิญญาณศาสตร์
มากกว่า 160 ชีวิต (ปัจจุบันรุ่นที่ 33)
เชื่อมต่อมิติทำได้เพียงครั้งเดียวในชีวิตของท่าน

No Comments

Give a Reply