#ในทางโลก คุณต้องมีแรงดิ้น แรงทะยานอยาก มากพอ

#ในทางโลก
มีเบสิกของชีวิตข้อหนึ่ง
อันเป็นที่ทราบกันดีทั่วไป
คือ ถ้าใช้ชีวิตไปเรื่อยๆแบบไร้เป้าหมาย
ถ้าภายในยังบอกตัวเองไม่ถูกว่า
ชีวิตอยากได้อะไร
อยากให้อะไรเกิดขึ้นกับชีวิต
เราจะไม่มีทางรู้จักตัวเอง
ไม่มีทางทราบว่ามาอยู่ในโลกนี้ทำไม
และไม่มีทางลิ้มรสความสำเร็จอย่างแท้จริงเลย
พูดง่ายๆ ในทางโลกนั้น
คุณต้องมีแรงดิ้น แรงทะยานอยาก
มากพอที่จะตอบตัวเองและคนอื่นถูกว่า
อยากได้อะไร อยากไปให้ถึงไหนจริงๆ
แต่ในทางธรรม
มีภาษิตอันเป็นธรรมบทหนึ่งที่รู้จักกันทั่ว
คือ สุขอื่นเสมอด้วยความสงบ ไม่มี
ถ้าอยากทราบความหมายของธรรมบทนี้อย่างถ่องแท้
อาจต้องไปถามคนที่อยู่บนหลังคาโลก
คนที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิตทั้งหลายว่า
จุดหมายที่สำเร็จลุล่วงแล้ว
นำมาซึ่งหน้าตา ชื่อเสียง อำนาจ เงินทองแล้ว
มันพอไหม หรือต้องให้เพิ่มแค่ไหน ใจถึงจะเป็นสุขจริง?
บุคคลที่ยิ่งใหญ่ในโลกทั้งหลาย
อาจรู้ตัวในวันท้ายๆว่า ทั้งชีวิตที่ผ่านมา
ตนได้พยายามสร้างพายุขึ้นที่โลกภายนอก
เพียงหวังจะมาเอาชนะพายุที่โลกภายใน
คิดว่ารบกับผู้คนชนะแล้วใจจะสงบ
คิดว่าครองโลกแล้วใจจะพอ
แต่มันไม่ใช่ มันเป็นการมาผิดทาง
คนเราจะรู้ว่า ใจตัวเองอยากได้ความสุขสงบที่สุดในชีวิต
ก็เมื่อทำผิดคิดพลาด
จนเกินกว่าจะระงับความฟุ้งซ่านซัดส่ายได้เสียแล้ว
หลายคนพยายามทำความเข้าใจแก่นพุทธ
เห็นแล้วว่าคือการหยุดอยาก หยุดดิ้นอย่างสิ้นเชิง
แต่ก็อดสับสนในช่วงของการทำความเข้าใจไม่ได้
เหมือนต้องอาศัยแรงปรารถนา
อันมีทิศทางย้อนแย้ง ขัดกันในตัวเอง
เช่น อยากดับทุกข์
อยากเป็นพระอรหันต์
อยากเป็นพระโสดาบัน
ก็จัดเป็นความอยาก เป็นตัณหาให้ทุกข์มิใช่หรือ?
แต่ถ้าไม่อยากได้ ไม่อยากดี ไม่อยากเป็น
แล้วจะก้าวไปเอาอะไรให้ได้ดี ให้ได้เป็นแบบท่านเล่า?
พระพุทธเจ้ามีคำตอบ
คือ ให้อาศัยตัณหาในการดับตัณหา
อาทิเช่น ได้ยินว่าใครบรรลุโสดาปัตติผลบ้าง
ได้ยินว่าใครบรรลุอรหัตตผลบ้าง
(ซึ่งในสมัยพระพุทธเจ้าทรงพระชนม์
ยังมีพระองค์ตรัสยืนยันการบรรลุ จึงเชื่อได้สนิทใจ)
จนเกิดแรงบันดาลใจ ใฝ่ดี
มีความปรารถนาจะไปให้ถึงอย่างพวกท่านบ้าง
แล้วมุ่งมั่นทำตามวิถีทางที่พระพุทธเจ้าตรัสแสดง
ซึ่งบนวิถีทางนั้น ต้องมีสติรู้ทัน
แม้ขณะแห่งความอยากได้นิพพาน
(เห็นเป็นทุกขเวทนาอันปราศจากอามิสแบบโลกๆ)
ไม่ใช่อยากได้มรรคผล
แล้วเอาแต่เวียนวนบ่นว่า เมื่อไหร่จะได้
เมื่อไหร่จะมี เมื่อไหร่จะเป็น
พูดง่ายๆว่า
อยากได้นิพพานเป็นเป้าหมายครั้งเดียวพอ
แต่ช่วงที่จะเอาให้ได้
ต้องรู้ ต้องเข้าใจ ต้องศึกษาเข้ามาในใจให้แจ่มแจ้งว่า
ถ้าใจมีแรงดิ้น ถ้าใจยื่น ใจแล่นทะยาน
ตั้งท่าจะไปเอาอะไรสักอย่าง อันนั้นคือตัณหา
คือการถอยห่างจากมรรคผล
แต่ถ้ามีพลังรู้ มีสติตั้งรับอยู่กับที่ได้นิ่งๆว่า
กำลังเกิดอะไรขึ้นกับจิต
ไร้แรงดัน ไร้คลื่นใต้น้ำ
สงบราบคาบจากความทะยานยื่นไปเอาอะไรข้างนอก
มีแต่การรับรู้โดยปราศจากข้อขัดแย้งว่า
จิตแบบนั้นแหละ คือทาง
จิตแบบนั้นแหละ
อยู่บนวิถีแห่งการเลิกวิ่งไล่กวดเมฆหมอกลวงตา
ที่พากันสลายตัวไปเรื่อยๆ!

No Comments

Give a Reply